กำเนิดพระโพธิสัตว์กวนอิม

8 ปีตินิมิตเห็นพุทธเจ้า ขัดรับสั่งพระบิดาโทษดูแลอุทยาน

     พระธิดาเมี่ยวส้านมีพระทัยจดจ่ออยู่กับพุทธเจ้าเป็นอาจิณจนในที่สุดก็กลายเป็นความฝัน ในความฝันนั้นได้พบกับพระพุทธเจ้า ทำให้พระธิดามีศรัทธาเชื่อมั่นอย่างยิ่ง และไม่คิดว่านั่นเป็นสภาวะฝัน พระองค์เชื่ออย่างสนิทว่าเป็นพระพุทธเจ้ามาโปรดชี้แนะ จึงได้ลุกขึ้นมานมัสการไปยังเบื้องบนเพื่อขอบคุณในการชี้แนะ เสร็จแล้วจึงกลับไปยังที่บรรทม คิดจะบรรทมแต่ก็หาหลับไม่ ในสมองเฝ้าแต่ครุ่นคิดถึงพระวจนะของพระพุทธเจ้าคิดกลับไปกลับมาหลายตลบ คิดถึงดอกบัวขาวที่ภูเขาซวีหนีซันยิ่งทำให้ปีติยินดียิ่งนัก ทำให้เข้าใจกระจ่างแจ้งถึงสิ่งที่พระบิดาได้เคยพูดถึง โหลวน่าฝู่ลวี่เคยบอกไว้ว่าของสิ่งนี้สามารถรักษาแผลเป็นบนพระนลาฏได้ และได้เคยให้เจี่ยเย่ไปสืบมาดูแล้ว ก็พบว่ามีของล้ำค่านี้ด้วย พระพุทธเจ้าก็ยังมาดำรัสถึงสิ่งนี้อีก ดูเหมือนว่าดอกบัวขาวดอกนี้จะมีธรรมสัมพันธ์กับชะตาชีวิตของตนอย่างลึกซึ้ง คิดที่จะหลุดพ้นจากปุถุชนสู่อริยบุคคล ถ้าจะไม่สืบหาถึงบัวล้ำค่านี้คงไม่ได้
      พระองค์คิดเรื่อยไป จนในที่สุดก็ได้ยินเสียงไก่ขันท้องฟ้าทางตะวันออกเริ่มสว่างแล้ว พระองค์จึงลุกจากที่บรรทมก็พอดีแม่อุปถัมภ์ก็เข้ามาในห้องบรรทม หลังจากทรงสรงน้ำเรียบร้อยแล้ว พระธิดาเมี่ยวส้านก็นำเรื่องเมื่อคืน เล่าเป็นคุ้งเป็นแควให้แม่อุปถัมภ์ฟัง นางฟังแล้วก็พลอยยินดีไปด้วยถึงกับพนมมือขึ้นแล้วท่องพระนามของพุทธเจ้า อันที่จริงนางเองก็ศรัทธาในพุทธเจ้ามากอยู่แล้ว ยิ่งได้ยินว่าพระธิดาเมี่ยวส้านมีความหวังใน ความสำเร็จธรรมได้ ยิ่งทำให้เชื่อว่าเมื่อคนหนึ่งบรรลุธรรมผู้อยู่ข้างเคียงก็พลอยขึ้นสวรรค์ไปด้วย ถ้าหากพระธิดาเมี่ยวส้านได้สำเร็จมรรคผลแล้ว อย่างน้อยตนเองก็มีผลพลอยได้ดีไปด้วยเมื่อคิดถึงจุดนี้แล้ว ทำไมจะไม่ให้นางพลอยยินดีด้วยเล่า

      ตั้งแต่บัดนั้นมา ในพระทัยพระธิดาเมี่ยวส้านก็คอยคำนึงถึงแต่ดอกบัวขาวดอกนั้น แม้แต่ในความฝันก็มักจะได้พบเห็นเป็นประจำ แต่ทว่าพระองค์ก็คิดได้ว่าตนเองอยู่แต่ในตำหนัก ไม่สามารถที่จะออกไปข้างนอกได้ ภูเขาซวีหนีซันก็ไกลนับพัน ๆ ลี้ ถึงแม้จะมีดอกบัวขาวดอกนี้แล้วทำอย่างไรจึงได้อยู่ในพระหัตถ์ อยากอาศัยแรงของผู้อื่นก็นับว่าตนเองยังไม่มีบุญบารมีพอ คิดดูแล้วเรื่องนี้เป็นไปได้ยาก ทันใดพระทัยก็คิดได้ว่าไม่ถูก ๆ ผู้บำเพ็ญต้องไม่มีคำว่ายาก ยิ่งมีความยากอยู่เฉพาะหน้า ยิ่งต้องฟันฝ่าความยากนี้ไปให้ได้ จึงจะพบแสงสว่าง จึงสามารถหลุดพ้นขึ้นฝั่งได้ ถึงแม้จะทุกข์สาหัสนับพันหมื่น ก็ไม่เห็นแก่ความสะดวกสบาย ปฏิบัติเช่นนี้ไปเรื่อย ๆเมื่อธรรมสัมพันธ์มาถึง ก็อย่าได้พูดถึงหนทางอันยาวไกลเลย ย่อมมีโอกาสไปถึงได้แน่นอน แม้จะยากลำบากบ้างก็สามารถไปถึงจุดหมายได้
      พระองค์คิดได้ดังนั้นแล้วก็ตัดความฟุ้งซ่านต่าง ๆ ไปได้หมด จิตหนึ่งใจเดียวจรดจ่อกับการค้นคว้าพระสูตรแห่งพุทธศาสนา รอคอยจนกว่าธรรมสัมพันธ์จะมาถึง กาลเวลาผ่านไปรวดเร็ว ฤดูหนาวฤดูร้อนสลับผลัดเปลี่ยนไป พระธิดาเมี่ยวส้านก็เจริญพระชันษาได้ 16 ชันษาแล้ว การบำเพ็ญภาวนาก็ก้าวหน้าไปทุก ๆ วัน การบำเพ็ญอย่างเงียบ ๆ จนบรรลุถึงสภาวะภายในได้แล้ว ตลอดจนสามารถเข้าสมาธิได้ เมื่อมาถึงตอนนี้สภาพจิตใจยิ่งรู้สึกสว่างไสวทะลุปรุโปร่ง ไม่แปดเปื้อนแม้ธุลีเดียว โดยไม่คาดคิด เกิดมีมารอุปสรรคอีกระลอกหนึ่ง
      ภายหลังสิ้นสุดการไว้ทุกข์ของมเหสีเป่าเต๋อเรียบร้อยแล้ว ราชาเมี่ยวจ้วนทรงดำริว่า พระธิดาองค์โตและรองต่างก็เจริญพระชันษาเป็นผู้ใหญ่แล้ว จึงได้จัดหาคู่ให้ โดยคัดเลือกชายหนุ่มที่มีชื่อเสียง คนหนึ่งฝ่ายบู๊ คนหนึ่งฝ่ายบุ๊นมาอภิเษกสมรสกับพระธิดาทั้งสองไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อมาถึงพระธิดาเมี่ยวส้าน ก็ให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะก่อนหน้านี้ได้เคยดำรัสไว้กับมเหสีเป่าเต๋อแล้ว เพราะไม่มีพระโอรสจึงดำริจะทำตามที่ดำริไว้
      ตอนนี้พระธิดาเมี่ยวส้านก็เจริญเป็นผู้ใหญ่แล้ว จึงร้อนพระทัยที่จะจัดการให้เสร็จ ด้านหนึ่งนั้นได้แสดงพระทัยให้เหล่าขุนนางได้รู้ไว้ มีรับสั่งให้พวกเขาใส่ใจสรรหา อีกด้านหนึ่งก็ดำรัสกับพระธิดาให้ทราบ โดยไม่คาดคิดเมื่อพระธิดาได้ยินเรื่องเกี่ยวกับอภิเษกสมรสก็ตกพระทัยแล้วรีบทูลห้ามพระบิดา ทูลบอกว่าตนเองยินยอมที่จะบำเพ็ญธรรมเพื่อหลุดพ้นความทุกข์ ตัดสินพระทัยไม่ยอมแต่งงาน และได้ตั้งปณิธานต่อหน้าองค์พระพุทธเจ้าแล้วจะอุทิศตนเพื่อพุทธศาสนา ถ้าหากตระบัดสัตย์ก็จะจมอยู่ในนรกอเวจี ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเป็นหมื่น ๆ กัปป์ คำพูดของพระองค์ก็ทำให้พระราชาเมี่ยวจ้วนทรงพระพิโรธ จนอ้ำอึ้งไปพักใหญ่ ๆแล้วจึงปลอบประโลมกับพระธิดาว่า “เจ้าอย่าหลงงมงายเลย เจ้าคิดดูซิว่าคนในโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่มีครอบครัวแล้วจะดี มีใครบ้างที่ยอมปล่อยทิ้งความรุ่งโรจน์ ความมั่งมียศฐาบรรดาศักดิ์ โดยไม่เสพสุข กลับบำเพ็ญความว่างเปล่าที่เวิ้งว้างนั้น อย่าฟุ้งซ่านที่จะสำเร็จเป็นพุทธะเลย เจ้าอาจถูกครอบงำด้วยพระสูตรคัมภีร์ไปชั่วครู่ชั่วยาม ปิดบังจิตใจตนเองจนเป็นถึงขนาดนี้ ในที่สุดก็จะเสียใจภายหลัง ฟังเสด็จพ่อรับสั่งจะดีกว่า”

      พระธิดาเมี่ยวส้านดำรัสตอบว่า “ลูกได้ตั้งพระทัยแน่วแน่แล้วจะบำเพ็ญให้ถึงที่สุด ประการแรกจะได้ทดแทนพระคุณเสด็จพ่อเสด็จแม่ที่ให้กำเนิดและช่วยพระบิดาพระมารดาสร้างสมบุญบารมีเพื่อจะได้บรรลุสู่สัมมาสติ ประการที่สองจะได้ขจัดอกุศลกรรมของลูกเอง และยอมรับความทุกข์ของสรรพสัตว์ทั้งมวล ได้ให้สัตยาบันเรียบร้อยแล้วย่อมไม่เกิดความเสียใจ ขอให้พระบิดาโปรดส่งเสริมให้สัมฤทธิ์ผลด้วยเถิด อย่าได้ดำรัสถึงเรื่องแต่งงานอีกเลย” ราชาเมี่ยวจ้วนทรงพิโรธจัดจึงรับสั่งว่า นี่เพราะแม่อุปถัมภ์เสี้ยมสอนเจ้าไว้แน่ ก็ให้แม่อุปถัมภ์ไปปลอบพระธิดา มีกำหนด 3 วันให้ถวายรายงาน หากภายใน 3 วัน ถ้าพระธิดายังไม่กลับใจยังขัดคำสั่งของราชา ถึงตอนนั้นทั้งสองคนก็ค่อยรับโทษ จะไม่อภัยให้เด็ดขาด แม่อุปถัมภ์ได้แต่รับคำ
      ราชาเมี่ยวจ้วนทรงสะบัดแขนฉลองพระองค์แล้วเสด็จจากไป แม่อุปถัมภ์รู้ดีว่านี่เป็นปัญหายิ่งใหญ่แต่ก็ไม่กล้าขัดราชโองการ ก็ได้แต่โน้มน้าวพระธิดา ทั้งที่รู้ว่าพระธิดานั้นเด็ดเดี่ยว ไม่ว่าจะตักเตือนปลอบประโลมอย่างไรก็ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เมื่อนางตักเตือนจนเหลืออดแล้ว นางก็กัดฟันทูลว่าถ้าไม่ยอมอภิเษกสมรสแล้ว แม่อุปถัมภ์ก็ไม่มีอะไรต้องสนใจอีกแล้ว นอกจากเตรียมรับโทษก็แล้วกัน แค่ชั่วพริบตาเวลา 3 วันก็มาถึง ราชาเมี่ยวจ้วนก็มีรับสั่งให้แม่อุปถัมภ์รายงาน เมื่อฟังความจากแม่อุปถัมภ์แล้ว ราชาเมี่ยวจ้วนก็ทรงกริ้วและตรัสว่า “ที่แท้ก็ต่ำไพร่ ถ้าไม่ให้นางได้รับทุกข์บ้างก็คงไม่รู้สึก” แล้วก็มีพระบรมราชโองการให้พระธิดาเมี่ยวส้านไปดูแลอุทยานหลวง ให้รดน้ำพรวนดิน หากทำไม่ดีก็จะถูกลงโทษ จนกว่าจะสำนึกผิดยอมฟังเสด็จพ่อ ไม่ให้มีฐานันดรเป็นพระธิดา ให้ปฏิบัติต่อเธอดุจนางกำนัล เมื่อราชโองการตกมา ทุกคนต่างตระหนกตกใจ แต่พระธิดาเมี่ยวส้านก็คงเฉยเมย แล้วย้ายออกจากตำหนักไปอยู่ในอุทยานกับแม่อุปถัมภ์
      พอรุ่งเช้าก็ไม่กล้าที่จะขี้เกียจ รีบสูบน้ำ รดน้ำ กวาดพื้น เช็ดโต๊ะ เก้าอี้ และอื่น ๆ ทุกอย่างจะทำด้วยพระหัตถ์หมด อุทยานหลวงก็กว้างใหญ่ การที่จะเก็บกวาดให้ทั่วมิใช่เรื่องง่าย โชคดีที่แม่อุปถัมภ์ช่วยหุงหาอาหารให้ จึงทุ่นแรงไปไม่น้อย แต่พระองค์ก็ถูกอบรมเลี้ยงมาอย่างเจ้าขุนมูลนายตลอดเวลาอยู่แต่ในตำหนัก งานการต่าง ๆ ก็มีแต่คนคอยรับใช้ไม่ต้องเหนื่อยพระวรกาย ไฉนเลยจะทำงานที่หนักอย่างนี้ได้ เพียงไม่กี่วันก็ทำให้มือและเท้าอ่อนล้าหมดเรี่ยวแรง การที่พระราชาเมี่ยวจ้วนฝืนพระทัยให้ทำเช่นนี้ก็คงคิดว่าพระธิดาคงทนรับการตรากตรำเช่นนี้ไม่ได้ เมื่อได้รับความลำบากแล้วคงจะเปลี่ยนพระทัยได้
      หากแต่คาดไม่ถึงว่าพระธิดาเมี่ยวส้านมีน้ำพระทัยเด็ดเดี่ยวยิ่ง พระองค์คิดว่าผู้ที่บำเพ็ญจริงจำเป็นต้องรับการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง เมื่อไรกรรมหมดก็จะสำเร็จมรรคผล ความยากลำบากที่ได้รับขณะนี้ก็เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น นับว่าไม่ใหญ่ยิ่งกระไรนัก ถ้าหากยอมรับความยากลำบากที่ทำติดต่อกันมาเลยไม่รู้สึกหนักหนาอะไร ราชาเมี่ยวจ้วนก็แอบตรวจตราดูพระ จริยวัตรของพระธิดา เมื่อเห็นพระธิดาเฉยเมยเช่นนี้ ในพระทัยยิ่งพิโรธหนัก แต่ก็ไม่รู้จะทำเช่นไร

      ต่อมาวันหนึ่งอันเป็นวันคล้ายวันประสูติของราชาเมี่ยวจ้วน พระธิดาเมี่ยวส้านก็เข้าวังแต่เช้าเพื่อถวายพระพรราชาเมี่ยวจ้วน ราชาเมี่ยวจ้วนทอดพระเนตรเห็นพระธิดาฉลองพระองค์ด้วยเสื้อผ้าเนื้อหยาบ ไม่แต่งหน้าแต่งตา จริยวัตรเหมือนแม่ชี เห็นแล้วไม่สบายพระทัย ทอดพระเนตรแล้วพระทัยอัดอั้นว่านี่คือพระธิดาแท้ ๆ ของพระองค์หรือ แม้จะไม่พอพระทัยอยู่บ้างจึงไม่ทรงดำรัสอะไรเลย ได้แต่ทอดถอนพระทัยเล็กน้อย สักครู่หนึ่งจึงรับสั่งถามพระธิดาว่า “ลูกเอ๋ย เจ้าได้รับความทุกข์ยากอย่างนี้แล้ว น่าจะรู้สึกตื่นตัวได้แล้ว”
      พระธิดาเมี่ยวส้านกราบทูลว่า “ลูกไม่ทุกข์ยากอะไรเลยเพคะ สิ่งที่ผ่านมา เป็นภาพหนึ่งของชีวิต ไม่นับว่ายากลำบาก ตลอดจนสภาพจิตของลูกก็คงสว่างไสว อันที่จริงไม่เคยมืดมน จึงไม่ต้องกล่าวถึงการรู้สึกตื่นตัว ก็ยังอ้อนวอนขอพระบิดาโปรดวินิจฉัยให้แจ่มแจ้งด้วยเถิดเพคะ” ราชาเมี่ยวจ้วนได้ฟังคำพูดเช่นนั้นจึงทรงพระสรวลอย่างเจื่อน ๆ แล้วรับสั่งว่า “ดี ! ที่แท้เจ้าก็ยังทุกข์ลำบากไม่พอใช่ไหม อีกสักครู่พี่สาวเจ้าและสวามีก็จะเข้ามาถวายพระพร ข้าจะจัดโต๊ะเสวยในอุทยาน คอยต้อนรับให้ดี ยังไม่รีบไปกวาดให้สะอาดเรียบร้อยอีกหรือ !”
      พระธิดาเมี่ยวส้านรับพระราชโองการรีบกลับไปที่อุทยาน เก็บกวาดให้เรียบร้อย ณ อุทยานหลวงนับตั้งแต่พระธิดามาดูแลรักษา ต้นไม้ใบหญ้าที่มีอยู่ก็เขียวชอุ่มยิ่งขึ้น ศาลาพระที่นั่งก็สะอาดสะอ้านยิ่งนัก วันนี้ยิ่งเพิ่มการปัดกวาด ไม่ว่าตามขื่อแปช่องบัญชร ก็ปราศจากฝุ่นละออง พระธิดากับแม่อุปถัมภ์ช่วยกันเก็บกวาดที่ทางเพื่อรอรับการเสด็จของราชาเมี่ยวจ้วน เวลาย่างเข้าเที่ยง ก็ได้ยินขบวนของนางกำนัลกำลังนำขบวนเสด็จมา ติดตามมาด้วยเสียงหัวเราะเฮฮาเป็นช่วง ๆ พวกเขากำลังมากันแล้วนั่นคือ  การบำเพ็ญเพราะตนยินยอม มั่งมีศรีสุขสุดแต่เขา

อ่านต่อ >>>

ตอนที่ 1 ถวายสุราศาลาเย็น ไข่มุกเด่นสู่ครรภ์ในฝัน
ตอนที่ 2 หาว่าผู้เฒ่าพูดปดว่าพระเมตตา ธิดาน้อยหยุดกันแสงฟังโฉลก
ตอนที่ 3 คิดยกราชบัลลังก์ เห็นมดต่อสู้กันเกิดจิตเมตตา
ตอนที่ 4 ช่วยเหลือจักจั่นจนบาดเจ็บ ใครรักษาแผนเป็นหายมีรางวัล
ตอนที่ 5 แพทย์สามัญไร้โอสถดี ผู้วิเศษกล่าวถึงบัวหิมะ
ตอนที่ 6 เสาะหาบัวบานบนเขาซวีหนีซัน มเหสีเป่าเต๋อทรงประชวร
ตอนที่ 7 โศลกทิ้งเงื่อนงำ เห็นการเกิดตายแจ้งในสัจธรรม
ตอนที่ 8 ปีตินิมิตเห็นพุทธเจ้า ขัดรับสั่งพระบิดาโทษดูแลอุทยาน
ตอนที่ 9 แสดงธรรมหน้าโต๊ะเสวย ถูกขับรับงานหนักโรงครัว
ตอนที่ 10 นางกำนัลซาบซึ้งในความศรัทธา จึงอาสาช่วยงานตรากตรำ
ตอนที่ 11 ปณิธานย่อมเป็นทาสรับใช้ความศรัทธามั่นทำให้เสด็จพ่อกลับใจ
ตอนที่ 12 กำหนดฤกษ์บูรณะวัดจินกวงหมิง ได้ฤกษ์ออกเดินทางสู่เขาเยโหม่ว
ตอนที่ 13 มีดทดสอบตัดหกอายตนะ สู่ศูนย์ตาเพ่งไตรภูมิในความเงียบ
ตอนที่ 14 ในสมาธิเกิดปีติมารเข้าแทรก เข้าสมาธิบัวขาวบานกลางใจ
ตอนที่ 15 เดินทางสู่ภูเขาซวีหนีซัน โปรยข้าวเปลือกผ่านเขาจ้าวอีกา
ตอนที่ 16 พบผู้ใจดีชี้ทางให้ หลงใหลธรรมชาติเกิดเรื่องขึ้น
ตอนที่ 17 ไต้ซือถูกจับที่ภูเขาจินหลุน ผู้ร่วมทางตัดสินใจไปช่วยเหลือ
ตอนที่ 18 คนป่าแย่งรองเท้าสานไป อริยสงฆ์รูปหนึ่งทรงช้างเผือกมา
ตอนที่ 19 ไต้ซือเดินทางด้วยเท้าเปล่า ชนเผ่าเจียลาเลี้ยงสัตว์ในทะเลทราย
ตอนที่ 20 มีกรรมสัมพันธ์กับบ้านหลู่ ข้าวเหนียวช่วยรักษาโรค
ตอนที่ 21 ปราบเสือร้ายเทียนหม่าฟง ที่เมืองหลิวหลีเห็นทางสว่าง
ตอนที่ 22 สู่ยอดเขางูกลืนช้าง สู่ภาพมายาเจ้าโจมตี
ตอนที่ 23 เจอะหมีขาวแกล้งนอนตาย ให้ลิงเลียนแบบเดินแล้วไหว้
ตอนที่ 24 สู่สันเขารู้กระจ่างแจ้ง คุยถึงเรื่องที่ผ่านมาเด็กซนทำเรื่อง
ตอนที่ 25 ผ่านความทุกข์ลำบากมานับพันหมื่นสำเร็จธรรมถูกตีกระหม่อมทะลุสหโลกธาตุ