ชะอำเมืองประวัติศาสตร์

          ชะอำเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนเพชรบุรี ในปัจจุบันมีหลักฐานว่ามีผู้อาศัยอยู่มายาวนาน  ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์  มีการพบหลักฐานเครื่องมือเครื่องใช้จากแหล่งโบราณคดีหลายแห่งในเขตเทือกเขาด้านตะวันตกหรือเขตด้านแม่น้ำเพชรบุรี  แหล่งโบราณคดีที่สำคัญได้แก่  แหล่งโบราณคดีถ้ำเขากระปุก  หมู่ที่ 3  บ้านเขากระปุก  ตำบลเขากระปุก  อำเภอท่ายาง  ลักษณะของแหล่งโบราณคดีเป็นภูเขาหินปูนหลายลูกทอดยาว  ในลักษณะเหนือ – ใต้  ต่อเนื่องกันยาวประมาณ 5 กิโลเมตร  บริเวณกลางเทือกเขา  มีถ้ำหลายแหล่ง  จากการสำรวจพบว่ามีหลักฐานร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ในถ้ำ  ทางด้านใต้พบเครื่องมือหิน  ขวานหินขัดทั้งแบบมีบ่าและไม่มีบ่า  กำไลหิน  ภาชนะดินเผา  และเศษภาชนะดินเผาเนื้อหยาบ  มีส่วนผสมของทรายมาก  เผาด้วยอุณหภูมิต่ำ  พบทั้งแบบผิวเรียบและแบบที่มีการตกแต่งผิวด้วยการกดประทับเป็นลายเชือกทาบ  และในแหล่งโบราณคดีบ้านดอนขุนห้วย  อำเภอชะอำ  ซึ่งเป็นภูเขาต่อกับที่ราบบนภาชนะดินเผา  ลูกปัดหินคาร์นีเลียนจำนวนมาก  สันนิษฐานได้ว่ามีกลุ่มคนในสังคมเกษตรกรรม  ซึ่งใช้เครื่องมือหินขัดอาศัยอยู่ในเขตภูเขาทางตะวันตกของลุ่มน้ำเพชรบุรี  เมื่อประมาณ 4,000 – 2,000 ปีมาแล้ว  และพบหลักฐานร่องรอยของคนที่รู้จักใช้โลหะ  มีประเพณีการฝังศพโดยฝังสิ่งของเครื่องใช้  เครื่องประดับและอาวุธร่วมกับศพที่อาจเป็นการบ่งบอกฐานะของผู้ตายโดยคนเหล่านี้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ราบไม่ไกลจากแหล่งน้ำและชายฝั่งทะเลมากนัก  เครื่องมือเครื่องใช้ทำจากเหล็กและสำริด  มีการปั้นภาชนะดินเผาขึ้นใช้ในชีวิตประจำวัน  และจัดทำภาชนะพิเศษขึ้นในพิธีกรรมด้วย

 

ข้อสันนิษฐานและแนวคิดเกี่ยวกับโบราณสถานทุ่งเศรษฐี

                หลักฐานที่พบจากโบราณสถานทุ่งเศรษฐีนั้นแสดงถึงความเป็นศาสนสถานของชุมชนที่สร้างขึ้นตามรูปแบบสถาปัตยกรรมในวัฒนธรรมทวารวดีมีอายุประมาณ พุทธศตวรรษที่ 12 – 16  ส่วนปัจจัยที่ทำให้เกิดสถูปเจดีย์ขนาดใหญ่ขึ้นบริเวณชายฝั่งทะเลอันเป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญของชุมชนนั้น  น่าจะมีสาเหตุมาจากตำแหน่งที่ตั้งของศาสนสถาน  และชุมชนโบราณเป็นปัจจัยหลัก  กล่าวคือ  ชุมชนโบราณบ้านโคกเศรษฐี  ตั้งอยู่บริเวณที่ราบชายฝั่งทะเลที่มีเทือกเขาเจ้าลายใหญ่ปราการธรรมชาติที่เป็นแนวป้องกันลมได้เป็นอย่างดี  เป็นแหล่งอาหารจำพวกของป่าสมุนไพร  และเป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งของชุมชนเนื่องจากบนยอดเขาจอมปราสาทนั้นปรากฏซากสถูปเจดีย์สมัยทวารดีขนาดเล็ก  ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะมาตั้งแต่โบราณ  นอกจากนี้ความใหญ่โตของทิวเขาตลอดจนรูปลักษณะของภูเขาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  ยังเอื้ออำนวยต่อการเข้ามาติดต่อกับชุมชนได้โดยง่าย  ในฐานะเป็นจุดสังเกตในการเดินทางสำคัญ

 

เกร็ดความรู้

                โบราณสถานทุ่งเศรษฐีนั้นชาวบ้านในแถบนี้รู้จักและพบเห็นกันมาเป็นเวลานาน  โดยมีนิทานปรัมปราพื้นบ้าน  ซึ่งคนในท้องถิ่นเล่าลือต่อกันมาถึงประวัติการสร้างว่า

                “เศรษฐีผู้หนึ่งใช้เกวียนเป็นพาหนะบรรทุกทองคำ  และทรัพย์สมบัติอันมีค่าเดินทางผ่านมายังบริเวณทุ่งเศรษฐี  ปรากฏว่าเกวียนที่ใช้ขนทองคำเกิดหักลง  เศรษฐีจึงขอชาวบ้านช่วยตัดไม้มาซ่อมแซมเกวียนเพื่อที่จะได้เดินทางต่อไป  แต่เมื่อพวกชาวบ้านทราบว่าเศรษฐีขนทรัพย์สมบัติมาจึงเกิดความละโมบและออกอุบาย  สมคบกันตัดเอาด้านสบู่ซึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อน  มาซ่อมเกวียน  เมื่อซ่อมเสร็จจะเดินทางต่อเกวียนก็หักลงอีกเป็นอย่างนั้นอยู่หลายครั้ง  จนเศรษฐีเฉลียวใจและรู้ทันว่าชาวบ้านสมคบกันจะเอาทรัพย์สมบัติของตน  จึงได้สร้างเจดีย์ขึ้นองค์หนึ่ง  แล้วแอบนำทองคำและทรัพย์สมบัติไปซ่อนไว้ภายใจองค์เจดีย์  พร้อมกับสาปแช่งคนที่จะมาลักขโมยทรัพย์สินไว้”

                *คำบอกเล่าของพระวรรธณะ  อาจารย์สัมปันโน  เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์เศรษฐี 19 มิ.ย. 2541

 

                การใช้จุดสังเกตในการกำหนดตำแหน่งการเดินทางไม่ว่าจะเป็นเส้นทางบกหรือทางน้ำนักเดินทางมักจะอาศัยลักษณะสภาพภูมิประเทศที่สามารถจดจำได้โดยง่าย  โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะในแต่ละสถานที่เป็นจุดสังเกต  เช่น  ภูเขาหรือหมู่เกาะต่างๆ  เป็นต้น  ในการเดินทางทางทะเลนั้นชาวเรือใช้สภาพภูมิประเทศบริเวณชายฝั่งเป็นจุดสังเกต  เพื่อกำหนดตำแหน่งในการเดินทางว่าถึงที่ใดแล้วมาแต่โบราณโดยปรากฏหลักฐานที่กล่าวถึงจุดสังเกตทางทะเลในเอกสารการบันทึกของนักเดินเรือชาวจีนมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 14 – 17  และในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ได้มีหลักฐานเอกสารจีนชื่อ  บันทึกการจัดเตรียมกองทัพหรือ “วู-เปย-ชิ”  แสดงเส้นทางการเดินเรือของกองทัพเรือหมิงในคาบสมุทรมาเลย์ก่อนพุทธศตวรรษที่มาโดยการนำของขันทีเจิ้งเห่อ  ที่แสดงเส้นทางการเดินเรือ  ร่องนำ  อุทกศาสตร์  และสภาพภูมิประเทศบริเวณชายฝั่งทะเลที่เป็นจุดสังเกตที่สำคัญซึ่งลักษณะการเดินเรือในสมัยพุทธศตวรรษที่ 20  นั้นยังคงคล้ายกับสมัยพุทธศตวรรษที่ 17  หรือก่อนหน้านี้นักเดินเรือ  ….อาศัยลมมรสุมหรืออาศัยการกำหนดทิศทางโดยใช้พระอาทิตย์  พระจันทร์  ดวงดาวและสภาพภูมิสัณฐานบนชายฝั่งเพื่อให้ทราบว่ากำลังเดินทางอยู่ ณ จุดใด

                ปัจจัยอีกประการที่มีผลต่อพัฒนาการของชุมชนโบราณบ้านโคกเศรษฐี  คือ  การตั้งอยู่ในเส้นทางการติดต่อที่สำคัญ  ความเจริญรุ่งเรืองในด้านการติดต่อทางด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจการค้าระหว่างชาวตะวันตกอันได้แก่  ชาวอินเดียลักกาอาหรับและเปอร์เซียกับชาวตะวันตกคือชาวจีนและกลุ่มงานแถบเขตทะเลจีนใต้รวมถึงดินแดนต่างๆ  ในคาบสมุทรมาลายู  นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 6 เป็นต้นมา  ความเกี่ยวข้องทางวัฒนธรรมระหว่างอินเดียกับดินแดนต่างๆ  ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มขยายตัวมากขึ้น  ความต้องการแสวงหาที่ตั้งถิ่นฐาน  ทำมาหากินใหม่เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมหรือเพื่อการเผชิญโชครวมทั้งความต้องการสินค้า  อาทิ  ทองคำ  สมุนไพร  เครื่องเทศและของป่า  ทำให้ชาวอินเดียชนชั้นกรรมาชีพ  นักบวช  พระสงฆ์  พ่อค้าพาณิชย์หรือเจ้านายราชสำนัก  เดินทางเข้ามายังดินแดนโพ้นทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บ้างก็ทำการค้า  บ้างก็อาศัยตั้งถิ่นฐานถาวรอยู่ปะปนกับชนพื้นเมือง  ส่วนชาวจีนก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครองให้ติดต่อ  ค้าขายกับชาวต่างชาติ  ส่งผลให้คาบสมุทรอินโดจีนและคาบสมุทรมาลายูกลายเป็นเส้นทางผ่าน  และเป็นจุดแลกเปลี่ยนสินค้าทำให้ชุมชนในบริเวณภูมิภาคนี้พัฒนาตนเองขึ้นอย่างรวดเร็ว  มีการรวมกลุ่มขึ้นเป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่

                ในราวพุทธศตวรรษที่ 7  เส้นทางการติดต่อทางการค้าระหว่างอินเดียกับจีนใช้เส้นทางทะเลเป็นหลัก  โดยอาศัยการเดินเรือผ่านคาบสมุทรมลายู  แล้วใช้วิธีเดินเรือเลียบตามชายฝั่งทะเลอันดามันทางด้านตะวันตกและชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย  ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาเดินทางค่อนข้างนาน  ต่อมาเมื่อเกิดการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจการค้าที่มีเพิ่มมากขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 10 – 11  ทำให้เกิดเส้นทางคมนาคมลัดข้ามคาบสมุทรมาเลย์ที่ช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางขึ้นมากกว่าก่อนหน้านี้

                พอล  วิทลีย์  ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์เอกสารจีนโบราณที่แสดงโครงร่างของคาบสมุทรมาเลย์โบราณ  เส้นทางการเดินเรือของชาวจีนและชาวอาหรับ  ทิศทางลมและตำแหน่งเมืองท่าสมัยต่างๆ แล้วได้กำหนดตำแหน่งที่สันนิษฐานว่าเป็นเส้นทางข้ามคาบสมุทรมาเลย์ไว้ 11 เส้นทาง  ซึ่งอยู่ในดินแดนประเทศไทยจำนวน 7 เส้นทาง  คือ

1.             จากเมืองเมาะตะมะในเขตพม่าใช้เส้นทางผ่านด่านเจดีย์สามองค์เข้ามาทางเมืองกาญจนบุรี

2.             แม่น้ำตะนาวศรี  เริ่มจากเมืองมะริด  เมืองตะนาวศรี  ไปออกทะเลอ่าวไทยที่อำเภอทับสะแก  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

3.             คอคอดกระ  เริ่มจากปากแม่น้ำกระบุรีหรือแม่น้ำปากจั่น  บริเวณพรมแดนไทยพม่า  ไปออกอ่าวไทยที่ปากน้ำชุมพร

4.             แม่น้ำตะกั่วป่า  ในเขตอำเภอตะกั่วป่า  อำเภอคุระบุรี  จังหวัดพังงา  ผ่านช่องเขาลัดไปลงแม่น้ำพุมดวงและแม่น้ำตาปี ไปออกอ่าวไทยที่บ้านดอนจังหวัดสุราษฎร์ธานี

5.             ปากแม่น้ำตรัง  ข้ามช่องเขานครศรีธรรมราชไปลงทะเลอ่าวไทยที่อ่าวปากพนัง  จังหวัดนครศรีธรรมราช

6.             แม่น้ำไทรบุรี (ด้านน้ำในเขตอำเภอบังนังสตา  จังหวัดยะลา)  ไปลงแม่น้ำปัตตานีที่ปากน้ำปัตตานี  จังหวัดปัตตานี

7.             แม่น้ำเปรักไหลไปลงแม่น้ำโก- ลก อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส

 

จากเส้นทางข้ามคาบสมุทรทั้งหมดนี้  ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของชุมชนบ้านโคกเศรษฐีและใกล้เคียงน่าจะเป็นเส้นทางที่สอง  ที่ปรากฏในแผนที่ของวิลลีย์  คือ  เส้นทางลัดข้ามคาบสมุทรมาเลย์ทางตอนเหนือ  โดยใช้แม่น้ำตะนาวศรีโดยผ่านช่องเขาธรรมชาติ  ซึ่งน่าจะได้แก่  “ช่องสันพราน”  หรือด่านสิงขร  มายังชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของคาบสมุทรมลายูได้  ซึ่งระยะทางจากเมืองมะริดมายังบ้านมูดองที่ตั้งอยู่ในเขตพม่าบริเวณด่านสิงขร  ปัจจุบันประมาณ 180 กิโลเมตร  จากด่านสิงขร  ปัจจุบันประมาณ 180 กิโลเมตร  จากด่านสิงขรสามารถใช้การเดินทางทางบกมายังชุมชนโบราณ  บ้านโคกเศรษฐีหรือชุมชนทวารวดีอื่นๆ ในลุ่มน้ำเพชรบุรีได้

                การใช้เส้นทางข้ามคาบสมุทรมาเลย์โดยแม่น้ำตะนาวศรี  เป็นที่นิยมใช้ต่อเนื่องกันมาทั้งสมัยสุโขทัยและนิยมใช้กันมากในสมัยกรุงศรีอยุธยาดังเช่นที่ปรากฏในจารึกหรือบันทึกการเดินทางของบุคคลที่สันนิษฐานว่าคือ  พระศรีศรัทธาราชจุฬามุณี  และนักเดินทางชาวยุโรป  อันประกอบด้วย  แซลมอลไวท์, เซาบเรต์, สังฆราชแบริดตาท์  เป็นต้น

                นอกจากนั้นชุมชนโบราณโคกเศรษฐียังตั้งอยู่ในตำแหน่งเส้นทางการเดินเรือน้ำลึกที่ข้ามตัดอ่าวไทย  การเดินเรือตัดอ่าวไทยนี้อาศัยเทียบเคียงจากการเดินเรือของชาวตะวันตกที่เข้ามาในสมัยอยุธยากล่าวโดยสรุปว่า

                จากการสำรวจพบว่าชุมชนโบราณบ้านโคกเศรษฐีนี้มิได้ตั้งขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว  หากแต่ในบริเวณใกล้เคียงใกล้เคียง  ยังมีศาสนสถานและแหล่งโบราณคดียุคสมัยเดียวกันอีกหลายแหล่งตั้งอยู่  เช่น

1.             ศาสนสถานในถ้ำเขาตาจัน  อำเภอชะอำ  จังหวัดเพชรบุรี

2.             แหล่งโบราณคดีบ้านดอนเตาอิฐ  อำเภอท่ายาง  จังหวัดเพชรบุรี

3.             แหล่งโบราณคดีบ้านใหม่  อำเภอท่ายาง  จังหวัดเพชรบุรี

4.             แหล่งโบราณคดีเขากระจิว  อำเภอท่ายาง  จังหวัดเพชรบุรี

5.             แหล่งโบราณคดีบ้านมาบปลาเค้า  อำเภอท่ายาง  จังหวัดเพชรบุรี

6.             กลุ่มโบราณสถานเนินโพธิ์ใหญ่  เนินดินแดง  และวัดป่าแป้น  อำเภอบ้านลาด  จังหวัดเพชรบุรี

7.             กลุ่มโบราณคดีบ้านหนองพระ  เขาพระนอกและบ้านไร่ห้วย  อำเภอบ้านลาด  จังหวัดเพชรบุรี

8.             กลุ่มแหล่งหินและแหล่งผลิตรูปเคารพทางศาสนาและเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากหินในเขตเขาพระ  บ้านหนองปรง  บ้านหนองจิก  อำเภอเขาย้อย  จังหวัดเพชรบุรี

ซึ่งชุมชนโบราณชายฝั่งทะเลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ได้รับผลของความเจริญจากการติดต่อค้าขายระหว่างชุมชนต่างๆ  ในดินแดนของลุ่มน้ำเจ้าพระยากับดินแดนโพ้นทะเล

ในด้านตำแหน่งที่ตั้งของชุมชนโบราณบ้านโคกเศรษฐี  รวมถึงชุมชนโบราณทวารวดี  ในเขตลุ่มน้ำแม่กลองและลุ่มน้ำนครชัยศรี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองคูบัวจังหวัดราชบุรี  ซึ่งเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดีที่ตั้งอยู่ใกล้ที่สุด

                การติดต่อระหว่างกันน่าจะใช้ทั้งการคมนาคมทางน้ำ  โดยการเดินเลียบชายฝั่งทะเลและเส้นทางบกจากตำแหน่งที่ตั้งของเมืองคูบัว  ซึ่งอยู่บริเวณชายทะเลเดิมในสมัยราว 3,000 ปีนั้น  มีแนวชายหาดทอดยาวติดต่อถึงเมืองเพชรบุรี  โดยลักษณะของชายหาดเป็นสันทรายที่น้ำท่วมไม่ถึง  ชาวบ้านเลยใช้สันทรายดังกล่าวเป็นเส้นทางคมนาคมทางบกระหว่างเมืองเพชรบุรีกับเมืองคูบัว  เส้นทางคมนาคมตามแนวสันทรายโบราณนี้ชาวบ้านเรียกว่า  ถนนท้าวอู่ทอง  บรรดาเกวียนล้อและคนเดินทางต่างก็ใช้เส้นทางนี้ตลอดมา  โดยมีชุมชนสมัยทวารวดี หรือศาสนสถานตั้งอยู่ตามแนวสันทรายเป็นระยะๆ  ต่อเนื่องกันไป

                การติดต่อทางวัฒนธรรมระหว่างอินเดีย กับงานพื้นเมืองในดินแดนลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้มีการผสมผสานความเชื่อดั้งเดิมของชุมชนกับคติความเชื่อทางพุทธศาสนาจากอินเดีย  ทำให้เกิดรูปแบบอารยธรรมหนึ่งขั้น  ซึ่งนักวิชาการเรียกวัฒนธรรมนี้ว่า  “ทวารวดี”  ซึ่งแพร่หลายในราวพุทธศตวรรษที่ 11 – 16  เมื่อคติความเชื่อทางพุทธศาสนาฝังรากลึกลงในท้องถิ่น  ชุมชนบ้านโคกเศรษฐีซึ่งรับเอาความเชื่อทางพุทธศาสนานี้เข้ามาเป็นแนวปฏิบัติในชุมชนเช่นกัน  จึงได้มีการสร้าง ศาสนสถาน “ทุ่งเศรษฐี” ขึ้น  เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญ......ของพระภิกษุสงฆ์  และเพื่อเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา  เป็นการสืบต่อพุทธศาสนาแบบมหายาน  และสร้างสัญลักษณ์ทางศาสนา  เพื่อประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์  เป็นศูนย์รวมศรัทธาอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของชุมชน

                ลักษณะของเจดีย์ทุ่งเศรษฐี  เป็นเจดีย์ก่ออิฐ......ดินฉาบปูนขนาดใหญ่  รูปแบบคล้ายเจดีย์หมายเลข 8 และ 31  ของเมืองคูบัว  ราชบุรี

                หลักฐานทางด้านโบราณคดีที่พบจากการขุด.......  สันนิษฐานว่าโบราณสถานแห่งนี้คงมีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 11 – 16  สมัยทวารวดี  ข้อมูลที่พบการประดับตกแต่งบริเวณฐานสถูปเจดีย์ตัวประติมากรรมปูนปั้นหรือลวดลายปูนปั้นแล้วบริเวณฐานของเจดีย์บริเวณบัวลูกแก้ว  หน้ากระดานหรือ.......ไม้ยังมีการเขียนลวดลายด้วยสี........ตกแต่งด้วยเช่นกัน  ลวดลายที่ใช้ตกแต่งที่พบหลักฐานคือ  ลวดลายก้านขดซึ่งมีรูปแบบคล้ายคลึงกับลวดลายก้านขดที่ปรากฏในลวดลายปูนชั้น

                หลักฐานโบราณวัตถุที่ได้จากการดำเนินงานทางด้านโบราณคดีเกี่ยวกับโบราณสถานทุ่งเศรษฐี  สามารถจำแนกได้ 4 ประเภท  ได้แก่

1.             โบราณวัตถุประเภทดินเผา

......ดินเผาที่พบจากการขุดแต่งศาสนสถานทุ่งเศรษฐีพบจำนวนกว่า 100 ชิ้น  ส่วนใหญ่พบที่ฐานศาสนสถานบริเวณช่วงที่เกิดจากการยกเก็จที่กึ่งกลางด้านและมุม

2.             โบราณวัตถุประเภทโลหะพระพุทธรูปสำริด  พบจากการขุดแต่งศาสนสถานทุ่งเศรษฐีเป็นพระพุทธรูปยืนศิลปะทวารวดี

3.             โบราณวัตถุที่ทำจากหิน  พบลูกปัดหินทรงกลมแบบลูกโลก  จำนวน 1 เม็ด  พบลูกปัดหินรูปปริซึม 6 เหลี่ยม  จำนวน 3 เม็ด

4.             โบราณวัตถุประเภทกระดูกสัตว์หรือเปลือกหอย  หอยสังข์พบจากการขุดแต่ ศาสนสถาน  มีร่องรอยตัดเปลือกด้านบนออกตามแนวยาว

5.             โบราณวัตถุประเภทปูนปั้น

อ่านต่อหน้า 2 >>

ข้อมูล : หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม