ชะอำเมืองประวัติศาสตร์
(หน้า 2)

พระพุทธรูป

หากเดินเรือเลียบชายฝั่งมาจากทางคาบสมุทรมลายูแล้วสามารถแวะเติมน้ำจืดที่เขาสามร้อยยอดหรือเขาเจ้าลาย  แล้วอาศัยลมมรสุมใช้ใบแล่นตัดอ่าวไปสู่ภาคตะวันออกของไทย  จากนั้นสามารถแล่นเรือเลียบชายฝั่งเข้าสู่ดินแดนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  หากจะเดินทางไปทางภาคใต้  แต่ไม่ต้องการเดินเรือเลียบชายฝั่งทางภาคตะวันตก  ก็สามารถใช้ใบแล่นไปพักที่เกาะสีชัง  เกาะครามหรือเกาะไผ่  แล้วแล่นเรือตัดข้ามอ่าวไปที่เขาเจ้าลายหรือเขาสามร้อยยอด  หลังจากนั้นจึงเดินเรือเลียบชายฝั่งลงใต้ต่อไป

จากปัจจุบันความเหมาะสมของสภาพที่ตั้งของชุมชนโบราณโคกเศรษฐีที่สามารถติดต่อกับชุมชนอื่นๆ ได้โดยสะดวกดังที่กล่าวมาข้างต้น  ทำให้ชุมชนพัฒนาเติบโตเป็นปึกแผ่นขึ้นมา  ประกอบกับคติความเชื่อทางด้านศาสนาที่ผสมผสานระหว่างความเชื่อเดิมกับพุทธศาสนาจากอินเดียฝังรากลึกลง  ดังนั้นจึงมีการสร้างเจดีย์ทุ่งเศรษฐีขึ้น  เพื่อเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนา

เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชุมชน  และเป็นการสร้างสถานที่สำหรับประกอบพิธีกรรมร่วมกันของผู้คนในชุมชน  และนักเดินทางที่แวะเวียนผ่านมาเป็นบางครั้งบางคราว

ต่อมาเมื่อวัฒนธรรมขอมหรือเขมรโบราณแพร่เข้ามาในดินแดนประเทศไทย  ชุมชนหรือบ้านเมืองในลุ่มแม่น้ำเพชรบุรีก็ได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรมนี้เช่นเดียวกัน  หลักฐานที่เป็นข้อความในศิลาจารึกซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเพชรบุรีกับอาณาจักรขอมหรือเขมรโบราณในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18  ได้แก่  จารึกพระขรรค์ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  ข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงบรรดาหัวเมืองต่างๆ จำนวน 23 แห่ง  ที่ได้โปรดให้ส่งพระไชยพุทธมหานาคไปประดิษฐานไว้  นักวิชาการสันนิษฐานว่าเป็นเมืองที่อยู่ในดินแดนประเทศไทยจำนวน 6 เมือง  หนึ่งในนั้นคือ  “ศรีชัยวัชรบุรี”  เมืองเพชรบุรีปัจจุบัน  มีโบราณสถานที่รับรูปแบบของศิลปะเขมรในพุทธศตวรรษที่ 18  คือ  พระปรางค์วัดกำแพงแลง  ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญของเมือง

ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 – 18  เมืองเพชรบุรีน่าจะมีฐานะเป็นเมืองท่าค้าขายเช่นเดียวกับเมืองราชบุรีซึ่งเป็นเมืองร่วมสมัยกัน  มีการพบหลักฐานประเภทเครื่องถ้วยชามเนื้อกระเบื้องที่มีแหล่งผลิตจากประเทศจีนในแหล่งโบราณคดีหลายแห่ง  เช่น  วัดมหาธาตุแหล่งโบราณคดีเขากระจิว  และโบราณสถานทุ่งเศรษฐี  ภาชนะดินเผาที่พบมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 – 17  สมัยราชวงศ์สุ้ง  แสดงให้เห็นถึงการติดต่อกับจีนได้เป็นอย่างดี

เมืองเพชรบุรีในสมัยอยุธยาปรากฏหลักฐานเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองในแถบนี้มาโดยตลอด  ในแง่ของทางด้านเศรษฐกิจนั้นเมืองเพชรพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง  จนนับได้ว่าเป็นเมืองสำคัญในด้านการติดต่อค้าขายเมืองหนึ่ง  ด้วยเหตุที่เป็นเมืองชุมทางเชื่อมต่อระหว่างบ้านเมืองในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากับหัวเมืองปักษ์ใต้ชายทะเล  จึงมีสภาพเป็นเมืองท่าสำคัญที่เรือสินค้าต่างๆ  ค้าขายและจอดพักก่อนจะเข้าไปเมืองหลวง  หรือก่อนจะล่องลงไปยังเมืองทางภาคใต้ของไทยในปัจจุบัน  หรือก่อนการเดินทางทางบกข้ามเทือกเขาตะนาวศรีไปยังมะริด  เมืองเมาะลำเลิงและหัวเมืองมอญ  เมืองท่าสำคัญทางฝั่งตะวันตกในเขตทะเลอันดามัน  เส้นทางคมนาคมที่ผ่านเมืองเพชรบุรีนี้น่าจะเป็นเส้นทางหลักที่ใช้กันมาแต่ครั้งโบราณ  เนื่องจากปรากฏหลักฐานในเอกสารจีนราวพุทธศตวรรษที่ 17 – 18  กล่าวถึงเส้นทางข้ามคาบสมุทรมลายู  ทางตอนเหนือโดยเริ่มต้นจากเมืองท่ามะริด  ตะนาวศรี  แล้วข้ามเทือกเขาตะนาวศรีมาฝั่งตะวันออก  เพื่อเดินทางไปยังส่วนอื่นๆ ของภูมิภาคนี้

หลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งคือ  ข้อความในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย (ศิลาจารึกวัดเขากบ)  กล่าวถึงการแสวงหาพระบรมสารีริกธาตุไปจนถึงเมืองอินเดียและลังกาสันนิษฐานว่าผู้เดินทางไป  คือ  พระศรีศรัทธาราชจุฬามุณี  พระเถระชาวสุโขทัย  ในการเดินทางกลับใต้เดินทางมาขึ้นบกที่ตะนาวศรีแล้วตัดข้ามมาเพชรบุรี  ย้อนขึ้นไปยังราชบุรีและอโยธยา  หลังจากนั้นมีหลักฐานบันทึกการเดินทางของชาวต่างชาติอีกหลายฉบับที่แสดงถึงเส้นทางนี้

หลักฐานที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองเพชรบุรีในช่วงเวลานี้สะท้อนให้เห็นจากมรดกทางศิลปะและสถาปัตยกรรมที่มีอยู่ทั่วไปในพุทธสถานวัดวาอารามในเมืองเพชรบุรี  ไม่เฉพาะแต่วัดในเขตเมืองเท่านั้น  แม้แต่ชุมชนโดยรอบก็พบหลักฐานอย่างมากทั้งศาสนสถานและแหล่งที่อยู่อาศัย  สมัยอยุธยาพบว่าส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเขตชายทะเลบริเวณอำเภอชะอำ  เช่น  แหล่งโบราณคดีบ้านนายาง  แหล่งโบราณคดีบ้านเพชรบูรณ์  นอกจากนั้นยังพบศาสนสถานที่บริเวณถ้ำเขาพระนาขวาง  ซึ่งสอดคล้องกับเส้นทางคมนาคมข้ามคาบสมุทรดังในจดหมายเหตุของมองซิเออร์ เซาบเรต์  กล่าวถึงการพักแรมที่บ้านชะอำ  หรือเมืองชะอำ (Cha-am)  หลังจากเดินทางออกจากเมืองเพชรบุรีแล้วและเมืองชะอำก็ตั้งอยู่ก่อนจะถึงเมืองปราณ (Praan)  จากตำแหน่งที่ตั้งที่ระบุ  น่าจะหมายถึงชุมชนชะอำโบราณ  ซึ่งตั้งอยู่ในเส้นทางการเดินเรือติดต่อค้าขายในภูมิภาคนี้  หนังสือ The History of Japan together with a description of the kingdom of siam    1690 – 92  ของ Engellbert kaempfer M.D. ที่เดินทางเข้ากรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2233  ได้บรรยายถึงเส้นทางการเดินเรือเลียบชายฝั่งมายังกรุงศรีอยุธยาผ่านมาทางเมืองนคร  เมืองกุย  เมืองปราณ  ชะอำ  เพชรบุรี  ยี่สาน  แม่กลองและท่าจีนแล้วเข้าปากน้ำเจ้าพระยา

จดหมายเหตุของมองซิเออร์เซเลเบต์  ราชทูตฝรั่งเศส  ซึ่งเข้ามาเจริญราชไมตรีกับเมืองไทย (พ.ศ. 2230 – 2231)  “ทางเดินผ่านมาในวันนี้  เป็นภูมิประเทศงดงามมาก  พ้นไปใต้สัก 2 ไมล์  ก็ถึงบ้านแห่งหนึ่ง  ซึ่งเรียกว่า  ปอนดาเดอเซรา  และซึ่งไทยเรียกว่า บัวขาว (BOA KAO) ข้าพเจ้าได้ลงมาจากเก้าอี้หวายเพื่อพักรับประทานอาหารในที่นี้  ผู้ว่าราชการเมืองใต้มาหาเพื่อขอโทษที่จะไปกับข้าพเจ้าอีกไม่ได้  เพราะได้รับคำสั่งให้รีบเข้าไปยังกรุงศรีอยุธยาทันที  ในตำบลนี้มีเกวียนมาคอยอยู่ประมาณ 100 เล่ม  เป็นเกวียนสำหรับบรรทุกของของข้าพเจ้า 30 เล่ม  นอกจากนั้นสำหรับบรรทุกเสบียง  อาหารและเครื่องใช้ตามทางและมีข้าราชการไทยมาคอยกำกับอยู่ด้วยกว่า 30 คน  เมื่อข้าพเจ้าได้รับพระราชทานอาหารเสร็จแล้วก็ได้เดินทางต่อไป  ผู้ว่าราชการเมืองใต้ตามมาส่งต่อไปประมาณ 1 ไมล์หรือ 2 ไมล์  แล้วจึงลาข้าพเจ้ากลับยังเมืองเพชรบุรี  เมื่อพระอาทิตย์ตก  ข้าพเจ้าได้มาถึงตำบล จาม (CHAAM)  ซึ่งเป็นหนทางห่างจากปอนคาเดอเซราประมาณ 7 ไมล์  หมู่บ้านนี้หาได้มีกำแพงหรือรั้วกั้นอย่างไรไม่  และบ้านเรือนก็ปลูกด้วยไม้ไผ่ทั้งสิ้น  เจ้าพนักงานได้นำข้าพเจ้าไปพักยังเรือนธรรมดาซึ่งปลูกขึ้นโดยเฉพาะ

ก่อนที่จะถึงบ้านจาม (CHAAM)  มีภูเขาหินสูงและชันมาก  แต่เป็นเขาเล็กไม่ใหญ่เท่าใดนัก  ตั้งอยู่กลางทุ่งอันไม่มีผู้คนเลย  ที่กลางเขามีวัดอยู่วัดหนึ่ง  ซึ่งมีผู้ขุดเขาสำหรับสร้างวัด  และบันไดหันขึ้นไปถึงวัด  พระสงฆ์ก็ได้ไปสร้างกุฏิอยู่ในหุบเขา  ซึ่งทั้งวัดเหมือนกัน  บนเขานี้มีพระเจดีย์ก่อด้วยอิฐถือปูนขาวหลายเจดีย์  ซึ่งเท่ากับเป็นเครื่องประดับของวัดเหมือนกัน  ในตำบลนี้มีน้ำสำหรับรับประทานเป็นน้ำดี  .........หลวงเดอปานยัดและมองซีเออร์เดอลาน  ได้มาถึงที่พักดึกมาก  แต่การที่ท่านทั้งสองมาถึงนั้นกระทำให้สิ้นวิตกไปเพราะข้าพเจ้าเกรงว่าท่านทั้งสองจะเป็นอันตรายตามทาง  โดยเหตุทีมีเสือและช้างป่าชุกชุมมาก

ณ  วันที่ 22  ธันวาคม  เวลาเช้าข้าพเจ้าได้ออกเดินทางต่อไป  และผู้ที่ไปด้วยนั้นมีขบวนอย่างเดียวกับวันวานนี้  เว้นแต่ขาดกองทหารเมืองเพชรบุรีหามีไม่เพราะกองทหารนี้ได้กลับไปยังเมืองเพชรบุรีเสียแล้ว  แต่กองทหารเมืองจามได้เป็นแทนทหารเมืองเพชรบุรี  ตามทางที่เราเดินไปนั้น  เป็นทุ่งเป็นป่าหามีคนอยู่ไม่  นานๆ จะได้พบฝูงโคกระบือสักครั้งหนึ่ง  แต่ฝูงโคกระบือนี้อยู่ห่างๆ กัน  และไม่มีคนเลี้ยงเสียด้วยซ้ำไป  เวลาเย็นได้มาถึงเมืองปราณ (PRAAN)  ซึ่งอยู่ไกลจากเมืองจวบหนทาง 11 ไมล์ครึ่ง  เมืองปราณนี้เป็นเมืองใหญ่พอดูได้  บ้านเรือนและวัดวาอารามทำด้วยไม้ไผ่ทั้งสิ้น  รูปเมืองนี้สี่เหลี่ยมยาวมีรั้งทำด้วยเสาไม้ไผ่ทั้งสิ้น  รูปเมืองนี้สี่เหลี่ยมยาว  มีรั้วทำด้วยเสาไม้ปักลงด้านทั้งสี่มุม  มีป้องสี่เหลี่ยมก่อด้วยอิฐกว้างยาวประมาณ 12 ฟิต  บนป้อมนั้นมีหอรบและใบเสมา  แต่ไม่มีชานป้อมและดูก็ไม่มีรั้วนั้นได้ปลูกกอไผ่ไว้ชิดๆ กัน  ซึ่งเป็นรั้วอยู่ในตัวแลงามพอใช้  เจ้าพนักงานได้จัดให้ข้าพเจ้าพักในเรือนธรรมดาซึ่งปลูกขึ้นโดยเฉพาะ”

จากสภาพภูมิศาสตร์ของเมืองเพชรบุรีที่เป็นเมืองชายทะเล  มีภูมิประเทศที่สวยงามทำให้เป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การพักผ่อน  จึงเป็นที่สนพระราชหฤทัยของพระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์  ดังมีข้อความปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารว่า  เมื่อปีพุทธศักราช 2134 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเอกาทศรกได้เสด็จประพาสเมืองเพชรบุรี  โดยเสด็จทางสกลมารคไปประทับแรมที่เขาสามร้อยยอดเป็นเวลา 14 วัน  เพื่อทรงเบ็ดและเสด็จประทับแรม ณ ตำหนักตำบลโตนดหลวง 12 วัน  แล้วจึงเสด็จเข้าเมืองเพชรบุรี  ต่อมาในปีพุทธศักราช 2246  รัชสมัยพระพุทธเจ้าเสือพระองค์ได้เสด็จประพาสเมืองเพชรบุรี  ทรงประทับที่ตำบลโตนดหลวงและเขาสามร้อยยอดเช่นกัน

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ได้ให้ความสำคัญแก่เมืองเพชรบุรี  โดยเฉพาะการใช้เป็นสถานที่ประทับแรม  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)  ขณะที่ทรงผนวชอยู่เคยเสด็จมายังเมืองเพชรบุรีหลายครั้งและเมื่อเสด็จครองราชย์สมบัติแล้ว  ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระนครคีรีขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2402  เพื่อใช้เป็นพระราชนิเวศน์สำหรับประทับพักผ่อนในฤดูร้อนลักษณะการก่อสร้างเป็นการผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรมไทยกับสถาปัตยกรรมตะวันตกและสถาปัตยกรรมจีน  ทำให้พระนครคีรีมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว  เป็นพระราชวังที่ตั้งอยู่บนยอดเขามหาสวรรค์  ที่จัดวางการใช้ประโยชน์พื้นที่บนยอดเขาสามยอดอย่างลงตัว  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาประทับยังเมืองเพชรบุรีหลายครั้ง  ในปี พ.ศ. 2405  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรและทรงบรรจุพระธาตุบนยอดเจดีย์บนเขามหาสวรรค์ปี พ.ศ. 2406  เสด็จมาเมืองเพชรบุรีด้วยเรือกลไฟพระที่นั่ง  ในปี พ.ศ. 2407  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีโสกัณต์พระเจ้าลูกเธอที่พระนครคีรีด้วย

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)  พระองค์ให้เสด็จประพาสเมืองเพชรบุรีและประทับ ณ พระนครคีรีเสมอ  ทั้งนี้เพื่อให้การเดินทางไปเพชรบุรีสะดวกยิ่งขึ้น  จึงโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ถึงเมืองเพชรบุรี  โดยสามารถเปิดใช้ได้ในปี พ.ศ. 2446  ในช่วงปลายรัชกาลโปรดฯ ให้ซ่อมแซมพระนครคีรีเพื่อใช้รับรองแขกเมืองและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้สร้างพระราชวังอีกแห่งหนึ่งขึ้นที่เมืองเพชรบุรีเรียกว่า  “พระราชวังบ้านปืน”  แต่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ  พระองค์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เพียงแต่จะโปรดเสด็จประพาสเมืองเพชรบุรีเพื่อพักผ่อนพระอิริยาบถเท่านั้น  ยังโปรดเสวยน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีอีกด้วย  โดยเฉพาะน้ำที่ตักจากตรงท่าน้ำวัดไชยศิริถึงกับมีตรารับสั่งให้ตักน้ำเสวยเดือนละ 2 ครั้ง  ครั้งละ 2 ตุ่ม  ทั้งนี้อาจจะสืบเนื่องมาจากขนบธรรมเนียมโบราณที่ถือว่าน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์สำหรับใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาตั้งแต่โบราณ

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงโปรดฯ ให้ทำการก่อสร้างพระราชวังบ้านปืนต่อจนสำเร็จพระราชทานว่า “พระรามราชนิเวศน์”  ลักษณะของพระราชนิเวศน์เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นตามอิทธิพลยุโรปแบบโมเดิร์นสไตล์ (Modern/style) มีรูปทรงภายนอกโดดเด่นส่วนห้องต่างๆ ภายในมีการตกแต่งประดับประดาอย่างงดงามยิ่ง  พระองค์เสด็จพระราชดำเนินประทับแรมที่จังหวัดเพชรบุรีหลายครั้ง  โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2461 ถึงปี พ.ศ. 2466 นั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินประทับแรม ณ ค่ายหลวงหาดเจ้าสำราญเกือบทุกปี  ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้าง “พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน” ขึ้นในปี พ.ศ. 2466 เป็นหมู่อาคารไม้สักริมชายฝั่งทะเลชะอำ  ลักษณะการก่อสร้างผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรมแบบตะวันออกและตะวันตก  งดงามด้วยการวางผังและการตกแต่งอย่างเรียบง่าย  เมื่อการก่อสร้างและเสร็จได้เสด็จพระราชดำเนินมาประทับแรมยังพระราชนิเวศน์แห่งความรักและความหวังนี้เมื่อปี  พ.ศ. 2468

ในปี พ.ศ. 2444  จังหวัดเพชรบุรีแบ่งออกเป็น 6 อำเภอ  คือ  อำเภอเมืองที่ยุบเอาอำเภอบ้านแหลมมารวมด้วย  ย้ายอำเภอตะวันตกที่ห้วยท่าช้างไปตั้งที่ตำบลเขาย้อยเรียกว่า  อำเภอห้วยหลวง  อำเภอนายาง  อำเภอแม่กระจัน  อำเภอเมืองปราณบุรี  อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์  และต่อมาอำเภอและตำบลต่างๆ ได้โยกย้ายและเปลี่ยนชื่อหลายครั้ง  เช่น  อำเภอหัวสะพาน  อำเภอคลองกระแชง  อำเภอหนองจอก  อำเภอบ้านแหลม  อำเภอเขาย้อย  เป็นต้น

ในปี พ.ศ. 2475  เมื่อการปกครองเปลี่ยนเป็นกระบวนประชาธิปไตยแล้วเพชรบุรีก็ได้รับการยกฐานะให้เป็นจังหวัดหนึ่ง  ปัจจุบันจังหวัดเพชรบุรีแบ่งการปกครองออกเป็น 8 อำเภอ  ได้แก่  อำเภอเมือง  อำเภอท่ายาง  อำเภอเขาย้อย  อำเภอบ้านแหลม  อำเภอบ้านลาด  อำเภอชะอำ  อำเภอหนองหญ้าปล้อง  อำเภอแก่งกระจาน

ประวัติอำเภอชะอำ

                ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ได้เสด็จแปลพระราชฐานประพาสทะเลภาคใต้ได้ตั้งค่ายประทับแรม ณ จุดเหนือหาดชะอำ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์ไว้ในเรื่องพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพของเมืองไทยเมื่อปีวอก  พ.ศ. 2127  ไทยต้องทำสงครามติดต่อกันมาถึง 15 ปี  ธรรมดาการสงครามถึงจะเป็นฝ่ายชนะรี้พล  ช้างม้า  และพาหนะก็ย่อมล้มตาย  มากบ้าง  น้อยบ้าง  เสมอทุกครั้ง  ยิ่งรบกันนานวันก็ยิ่งสิ้นผู้คนและยานพาหนะมากขึ้น  ใช่แต่เท่านั้นคนที่ถูกเกณฑ์เข้ากองทัพก็น้อยลงเป็นเหตุให้เสบียงอาหารขาดแคลนลงด้วย  สันนิษฐานว่าเมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จกลับจากการตีเมืองหงสาวดีครั้งที่ 2  รี้พลพาหนะเห็นจะร่อยหรออิดโรยจนกระทั่งพระองค์ตระหนักพระราชหฤทัยว่ากำลังของคนไทยที่เสียสักคราวหนึ่ง  จึงปรากฏในพงศาวดารว่าเมื่อเสด็จกลับมาในครั้งนั้นมิใคร่เสด็จประทับในพระนครมักเสด็จไปอยู่ตามหัวเมืองและหาดทรายยาว 36 กิโลเมตรของชะอำ  ด้านเหนือสุดคือ  บ้านปึกเตียน  เป็นชายหาดติดต่อกับบ้านโตนดน้อยและบ้านหัวกะโหลกของอำเภอท่ายาง  ใต้บ้านปึกเตียนลงมาคือบางชอง  บ้านบางเก่า  บ้านโตนดหลวง  บ้านปากคลองชะอำ  บ้านหนองแจง  คลองบางหิน  บ้านดอนสะเดา  บ้านบางควาย  พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน  บ้านห้วยทรายใต้  ปลายหาดชะอำที่ติดต่อกับหัวหินที่สนามบินบ้านบ่อฝ้ายเป็นชายหาดที่ตั้งค่ายพักแรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (สรศัลย์, 2525 : 27)  พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงนิพนธ์เรื่องความเป็นมาของชื่อชะอำไว้ในนิราศชะอำ (ตัวสะกดการันต์ตามต้นฉบับเดิม) ว่า

 (110)

โคกเมือง        เนื่องโคกบ้าน      ปานเมือง
เดียรทัพ      รับพม่าเคือง         เข่ญแกล้ว
พักแรม         แถบแง้มเหมือง     เหมาะมารัด
ศึกเล็ก         เมืองเล็กแล้ว        กระบ้านนานหนอ

(111)

ชื่อชะอำ      พอเชื่อได้           โดยหมาย
ชื่นฉระอ่ำ     น้ำฉ่ำทราย           เหน่งผล้าน
ค้ยขุด          ก็หยุดกระหาย      น้ำจืดซึมแฮ
กระนี้พี่หวัง      ตั้งบ้าน             พักมื้อหมกษราฯ     

“ชะอำ”  นี้มีผู้กล่าวว่าชื่อนี้กร่อนมาจากคำว่าชะอาน (หนองชะล้างอานม้า) ตามประวัติเล่าสืบต่อกันมาว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นแม่ทับไปปราบปรามเมืองหวายและตะนาวศรี (ปัจจุบันอยู่ในประเทศพม่า)  ตามเสด็จกลับได้ยกทัพมาทางด่านสิงขร (อยู่ในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์)  และได้ประทับที่ชะอำ  ซึ่งมีหนองน้ำจืดที่กว้างใหญ่จึงโปรดให้ไพร่พลแวะพักดื่มน้ำ  อาบน้ำ  และชะล้างอานม้า  ราษฎรจึงพากันเรียกบริเวณนั้นว่า  “หนองชะล้างอานม้า”  และต่อมาเป็นชะอำในที่สุด

                ชะอำดั้งเดิมเป็นตำบลในเขตการปกครองของอำเภอนายาง  กระทรวงมหาดไทยประกาศตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2444  โดยตัวอำเภอนายางตั้งอยู่ที่บ้านนายาง  หมู่ที่ 3  ตำบลนายาง  จังหวัดเพชรบุรี  ต่อมาในปี พ.ศ. 2457  ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่  บ้านหนองจอก  หมู่ที่ 10  จนหลังมหาสงครามเอเชียบูรพา  กระทรวงมหาดไทยได้ย้ายอำเภอหนองจอกมาตั้งที่ตำบลชะอำ  และเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอชะอำ  มาจนทุกวันนี้

<< ย้อนกลับ

ข้อมูล : หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม